ฝึกสติ 8 สัปดาห์ ลดโรควิตกกังวลได้ไม่แพ้ยา งานทดลองแบบสุ่มใน JAMA Psychiatry
ผู้ป่วยโรควิตกกังวล 276 คนถูกสุ่มให้เรียนหลักสูตรฝึกสติ หรือกินยาต้านเศร้ามาตรฐาน หลัง 8 สัปดาห์ อาการลดลงพอ ๆ กัน งานนี้บอกอะไร และไม่ได้บอกอะไรกับคนที่อยากเลิกยา
สรุปสั้น
- ทีมวิจัยจาก Georgetown สุ่มผู้ป่วยโรควิตกกังวล 276 คน ให้เรียนหลักสูตรฝึกสติ MBSR 8 สัปดาห์ หรือกินยา escitalopram
- เมื่อครบ 8 สัปดาห์ ความรุนแรงของอาการลดลงใกล้เคียงกัน 1.35 คะแนนในกลุ่มฝึกสติ และ 1.43 คะแนนในกลุ่มยา จากมาตรวัด 7 ระดับ
- ฝึกสติไม่ได้แพ้ยาในงานนี้ แต่ไม่ได้แปลว่าคนที่กินยาอยู่ควรหยุดยาเอง และการฝึกกินเวลาและแรงมากกว่ากินยาวันละเม็ด
การฝึกสติที่คนไทยคุ้นเคยจากวัด ถูกนำไปทดสอบเทียบกับยาจิตเวชในโรงพยาบาลสหรัฐฯ งานทดลองแบบสุ่มที่ตีพิมพ์ใน JAMA Psychiatry พบว่า หลักสูตรฝึกสติ 8 สัปดาห์ช่วยลดอาการโรควิตกกังวลได้ไม่ด้อยกว่ายา escitalopram ซึ่งเป็นยาที่แพทย์ใช้เป็นทางเลือกแรก งานนี้จึงมักถูกยกเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญว่าสติไม่ได้เป็นแค่เรื่องผ่อนคลาย แต่ใช้รักษาโรคได้จริง
หลักสูตรที่ทดสอบ
สิ่งที่ทดสอบคือ MBSR (Mindfulness-Based Stress Reduction) หลักสูตรที่ Jon Kabat-Zinn พัฒนาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 โดยดึงแนวทางสติปัฏฐานออกมาจากบริบททางศาสนา ผู้เรียนเข้าชั้นเรียนสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละราว 2.5 ชั่วโมง มีวันปฏิบัติเต็มวันหนึ่งวัน และฝึกเองที่บ้านวันละ 45 นาที เนื้อหาคือการตามดูลมหายใจ การสำรวจความรู้สึกทั่วร่างกาย และการเคลื่อนไหวอย่างมีสติ
การทดลอง
ทีมของ Elizabeth Hoge จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ รับผู้ใหญ่ที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรควิตกกังวล เช่น โรควิตกกังวลทั่วไป โรคแพนิก หรือโรคกลัวการเข้าสังคม จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย 3 แห่ง ระหว่างปี 2018–2020 รวม 276 คน แล้วสุ่มแบ่งครึ่ง
- กลุ่มฝึกสติ เรียน MBSR 8 สัปดาห์
- กลุ่มยา กิน escitalopram วันละ 10–20 มิลลิกรัม ตามที่แพทย์ปรับ
ผลหลักวัดด้วยมาตรวัดความรุนแรงของอาการ 7 ระดับ (CGI-S) โดยผู้ประเมินที่ไม่รู้ว่าผู้ป่วยอยู่กลุ่มไหน และทีมกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าถ้าการฝึกสติแย่กว่ายาไม่เกินราวครึ่งคะแนน จะถือว่า "ไม่ด้อยกว่า"
ผล
ผู้ที่อยู่จนครบ 8 สัปดาห์มี 208 คน
- อาการเริ่มต้นเฉลี่ยราว 4.5 จาก 7 คือระดับปานกลางถึงค่อนข้างหนัก
- กลุ่มฝึกสติ อาการลดลง 1.35 คะแนน กลุ่มยาลดลง 1.43 คะแนน ต่างกันเพียง 0.07 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ไม่ด้อยกว่าที่ตั้งไว้
- ผลยังเป็นแบบเดียวกันเมื่อวิเคราะห์รวมผู้ที่ออกกลางคันด้วย
- ผลข้างเคียงพบในกลุ่มยามากกว่า ซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่ายากลุ่มนี้อาจทำให้คลื่นไส้ นอนไม่หลับ หรือมีผลทางเพศ
ข้อจำกัดที่ควรรู้
- ผู้เข้าร่วมรู้ว่าตัวเองได้อะไร การฝึกสติปกปิดไม่ได้ ความคาดหวังจึงอาจมีผลต่อความรู้สึกดีขึ้นทั้งสองกลุ่ม
- ไม่มีกลุ่มที่ไม่ได้รับอะไร จึงบอกไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งของการดีขึ้นเกิดเองตามเวลาหรือเปล่า
- ผลวัดหลักที่ 8 สัปดาห์ การติดตามระยะยาวยังจำกัด ทั้งที่โรควิตกกังวลมักเป็นเรื้อรัง
- ราวหนึ่งในสี่ออกกลางคัน และผู้เข้าร่วมเป็นคนในเมืองที่สะดวกเข้าชั้นเรียนสัปดาห์ละครั้ง
- "ไม่ด้อยกว่า" ไม่เท่ากับ "ดีกว่า" งานนี้ไม่ได้บอกว่าการฝึกสติดีกว่ายา และไม่ได้ทดสอบการฝึกสติแบบสั้นผ่านแอป
มองจากชาวพุทธไทย
ผลนี้ให้น้ำหนักกับสิ่งที่ครูกรรมฐานไทยสอนมานาน ว่าการรู้ทันความคิดช่วยให้ใจไม่ถูกความกังวลลากไป แต่ข้อสังเกตของ TheTham คือ หลักสูตรที่ทดสอบเข้มข้นกว่าการนั่งสมาธิสั้น ๆ ก่อนนอนมาก รวมราว 27 ชั่วโมงในชั้นเรียน บวกการฝึกเองวันละ 45 นาที
สำหรับคนที่กินยาอยู่ งานนี้ไม่ใช่เหตุผลให้หยุดยาเอง การหยุดยาต้านเศร้าทันทีอาจทำให้เกิดอาการถอนยาหรืออาการกำเริบ ทางที่ดีคือคุยกับแพทย์ว่าการฝึกสติเหมาะกับเราไหม หลายคนใช้ทั้งสองอย่างควบคู่กัน
ถ้าความกังวลหนักจนกระทบชีวิต ปรึกษาแพทย์ได้ หรือโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง
บทความนี้สรุปงานวิจัยเพื่อความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ถ้ามีอาการหรือความกังวลเรื่องสุขภาพ ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ หากรู้สึกไม่ไหว โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง