TheTham
จิตวิทยา

ทำบุญให้ผู้อื่นแล้วสุขใจจริงไหม งานทำซ้ำกับคนเกือบ 8,000 คนตอบ

งานวิจัยดังปี 2008 บอกว่าใช้เงินเพื่อคนอื่นทำให้สุขกว่าใช้กับตัวเอง ทีมเดิมกลับมาทำซ้ำแบบลงทะเบียนล่วงหน้ากับคนจำนวนมากกว่าเดิมหลายเท่า ผลยังอยู่ แต่เล็กกว่าที่คิด

โดย กองบรรณาธิการ TheTham อ่าน 3 นาที
ภาพประกอบ: มือสองข้างยื่นถุงของให้กัน มีดวงไฟอุ่น ๆ เล็ก ๆ ลอยขึ้นรอบมือทั้งสอง
ภาพประกอบโดย TheTham (สร้างด้วย AI)
ซีรีส์ธรรม × วิทยาศาสตร์
ฟังบทความนี้ เสียงอ่านสร้างด้วย AI

สรุปสั้น

  • งานใน Science ปี 2008 พบว่าคนที่ถูกสุ่มให้ใช้เงินเพื่อคนอื่น มีความสุขตอนเย็นมากกว่าคนที่ใช้กับตัวเอง แต่การทดลองนั้นมีผู้เข้าร่วมเพียง 46 คน
  • ปี 2020 ทีมเดิมทำซ้ำแบบลงทะเบียนล่วงหน้ากับผู้เข้าร่วมรวมเกือบ 8,000 คน การซื้อของให้คนแปลกหน้าทำให้สุขขึ้นจริง แต่การนึกย้อนถึงการให้ได้ผลเล็กมาก หรือไม่ได้ผลเลยในบางการทดลอง
  • ผลยังอยู่ แต่ขนาดขึ้นกับรายละเอียดของการทดลอง ตัวอย่างที่ดีว่าวิทยาศาสตร์ตรวจตัวเองอย่างไร

คนไทยพูดกันว่า "ให้แล้วสุขใจ" งานวิจัยจิตวิทยาชิ้นดังเคยยืนยันคำนี้ แต่เมื่อทีมผู้วิจัยเดิมกลับมาทำซ้ำอย่างเข้มงวดกับคนจำนวนมากกว่าเดิมหลายเท่า ผลยังอยู่ แต่เล็กกว่าที่คิด และขึ้นกับว่าวัดด้วยวิธีไหน เรื่องนี้จึงเป็นทั้งข่าวดีของคนชอบให้ และบทเรียนเรื่องการอ่านงานวิจัย

งานต้นทาง: ห้าดอลลาร์ที่เปลี่ยนอารมณ์ตอนเย็น

ปี 2008 Elizabeth Dunn, Lara Aknin และ Michael Norton ตีพิมพ์ใน Science โดยใช้หลักฐานสามแบบ

  • แบบสำรวจ คนอเมริกันที่ใช้เงินกับคนอื่นหรือบริจาคมากกว่า มีความสุขมากกว่า
  • ติดตามพนักงาน ที่ได้โบนัส คนที่แบ่งโบนัสไปใช้เพื่อคนอื่นมากกว่า มีความสุขมากกว่าในอีกหลายสัปดาห์ต่อมา
  • การทดลอง ให้เงินคนละ 5 หรือ 20 ดอลลาร์ แล้วสุ่มว่าต้องใช้กับตัวเองหรือคนอื่นภายในห้าโมงเย็น กลุ่มที่ใช้เพื่อคนอื่นรายงานว่ามีความสุขมากกว่าตอนเย็น ไม่ว่าได้เงินมากหรือน้อย

ปี 2013 ทีมเดียวกันขยายไปทั่วโลก ข้อมูลจาก 136 ประเทศพบว่าการบริจาคไปด้วยกันกับความสุขทั้งในประเทศรวยและจน และการทดลองในแคนาดา ยูกันดา อินเดีย และแอฟริกาใต้ ก็ได้ผลไปทางเดียวกัน

ปัญหา: กลุ่มเล็ก

หลังวิกฤตการทำซ้ำ ในจิตวิทยา ผู้วิจัยเองยอมรับว่างานเรื่องการให้ส่วนใหญ่ใช้กลุ่มตัวอย่างไม่ถึง 100 คนต่อกลุ่ม การทดลองหลักปี 2008 มีผู้เข้าร่วมเพียง 46 คน ทีมจึงตัดสินใจทำซ้ำเองแบบลงทะเบียนแผนล่วงหน้า

การทำซ้ำปี 2020

  • การทดลองที่ 1 นักศึกษา 712 คน สุ่มให้ซื้อของให้ตัวเอง หรือให้คนแปลกหน้าที่ขาดแคลน กลุ่มที่ซื้อให้คนอื่นมีความสุขมากกว่าจริง ตามที่คาด
  • การทดลองที่ 2 ผู้ใหญ่ 1,950 คน ให้นึกย้อนถึงครั้งที่ใช้เงินกับตัวเองหรือกับคนอื่น ไม่พบความต่าง ซึ่งขัดกับที่คาด
  • การทดลองที่ 3 ทีมสงสัยว่าผู้เข้าร่วมไม่ได้ตั้งใจทำ จึงปรับให้ต้องเขียนรายละเอียดมากขึ้น แล้วทดลองกับ 5,199 คน พบผลไปทางที่คาด แต่ความต่างเล็ก

ผู้วิจัยสรุปว่า การใช้เงินเพื่อคนอื่นทำให้มีความสุขขึ้นจริง แต่ขนาดของผลขึ้นกับรายละเอียดของวิธีทดลองหลายอย่าง

ข้อจำกัดที่ควรรู้

  • วัดความสุข ทันทีหลังการให้ ไม่ได้บอกว่าคนที่ให้บ่อยจะมีชีวิตที่สุขกว่าในระยะยาว
  • งานสำรวจข้ามประเทศเป็นความสัมพันธ์ คนที่สุขอยู่แล้วอาจให้มากกว่าก็ได้ ดูความสัมพันธ์ไม่ใช่เหตุและผล
  • ผลอาจต่างกันตามว่าเราเห็นผู้รับไหม รู้ไหมว่าการให้ช่วยอะไรได้จริง และเลือกให้เองหรือถูกบังคับ งานอื่นของทีมนี้ชี้ว่าการเห็นผลของการให้ทำให้รู้สึกดีมากขึ้น

มองจากชาวพุทธไทย

ทานเป็นข้อแรกของบุญกิริยาวัตถุ และพระพุทธศาสนาสอนให้ใจผ่องใสทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้ ซึ่งฟังคล้ายกับสิ่งที่นักจิตวิทยาวัด แต่ข้อสังเกตของ TheTham คือ ในพุทธ การให้ไม่ได้มีไว้เพื่อความสุขของผู้ให้เป็นหลัก แต่เพื่อลดความตระหนี่และการยึดว่า "ของฉัน" ซึ่งงานวิจัยแบบนี้ไม่ได้วัด

งานทำซ้ำนี้ยังเป็นตัวอย่างดีที่ผู้วิจัยกล้าตรวจงานดังของตัวเอง แล้วรายงานตรง ๆ ทั้งส่วนที่ได้ผลและไม่ได้ผล ซึ่งควรได้รับคำชมไม่น้อยกว่าการค้นพบครั้งแรก

ที่มา

  1. Dunn, E. W., Aknin, L. B. & Norton, M. I. (2008). Spending money on others promotes happiness. Science 319, 1687–1688
  2. Aknin, L. B. et al. (2013). Prosocial spending and well-being: Cross-cultural evidence for a psychological universal. JPSP 104(4), 635–652
  3. Aknin, L. B., Dunn, E. W., Proulx, J., Lok, I. & Norton, M. I. (2020). Does spending money on others promote happiness?: A registered replication report. JPSP 119(2), e15–e26
  • ความสุข
  • การให้
  • พุทธปรัชญา
  • การทำซ้ำงานวิจัย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

จิตวิทยา

ฝึกสติ 8 สัปดาห์ ลดโรควิตกกังวลได้ไม่แพ้ยา งานทดลองแบบสุ่มใน JAMA Psychiatry

ผู้ป่วยโรควิตกกังวล 276 คนถูกสุ่มให้เรียนหลักสูตรฝึกสติ หรือกินยาต้านเศร้ามาตรฐาน หลัง 8 สัปดาห์ อาการลดลงพอ ๆ กัน งานนี้บอกอะไร และไม่ได้บอกอะไรกับคนที่อยากเลิกยา

จิตวิทยา

แผ่เมตตาออนไลน์ 4 สัปดาห์ ไม่ช่วยลดปวดมากกว่าฝึกคลายกล้ามเนื้อ งานทดลองจาก Georgetown พบผลที่ไม่คาด

ทีมวิจัยหวังว่าเมตตาภาวนาจะทำให้คนรู้สึกมีเพื่อนมากขึ้นและทนความเจ็บปวดได้นานขึ้น แต่กลุ่มที่ฝึกคลายกล้ามเนื้อกลับรู้สึกว่ามีคนพึ่งพาได้มากกว่า

จิตวิทยา

ทำไมคนเราอยากลงโทษ งานวิจัยชนเผ่าในอินโดนีเซียกับคนอเมริกันพบ ใจเราอยากได้ทั้ง "ชดใช้" และ "เข็ดหลาบ"

ทั้งชาวเมนตาไวในป่าฝนอินโดนีเซียและชาวอเมริกันต้องการให้คนผิดคืนของที่เสียหาย แล้วจ่ายเพิ่มอีกนิดเพื่อไม่ให้ทำซ้ำ ความโกรธของเราคำนวณสองอย่างนี้พร้อมกัน

จิตวิทยา

แทงบอลถี่ ยิ่งมั่นใจเกินจริง งานวิจัยอธิบาย "วงจรอันตราย" ของการพนันกีฬาในแอป และทำไมคนโทษตัวเองถึงไม่ขอความช่วยเหลือ

การเดิมพันถี่ ๆ ในแอปปลุกความอยากเอาชนะ แล้วความอยากชนะทำให้มั่นใจในฝีมือทายผลเกินจริง เมื่อเสียหนัก คนที่โทษดวงกลับยอมขอความช่วยเหลือมากกว่าคนที่โทษตัวเอง

ล่าสุด

แนวคิด

"นี่ไม่ใช่แค่คอร์ส แต่คือการเดินทาง" ทำไม AI ชอบเขียนแบบนี้ งานวิจัยชี้เป็นวาทศิลป์อายุ 2,000 ปี

ประโยคปฏิเสธแล้วยกระดับที่เจอบ่อยในข้อความจาก AI มีชื่อเรียกมาตั้งแต่ยุคซิเซโร งานวิจัยใหม่พบว่าโมเดลใช้มากเกินในสุนทรพจน์ แต่ใช้น้อยเกินในการตอบคำถามแบบสบาย ๆ

จิตวิทยา

วันไหนงานหนัก วันนั้นรักจางลง งานวิจัยติดตามคู่รัก 100 คู่ 14 วัน พบความเครียดนอกบ้านซึมเข้าความรัก

วันที่เจอเรื่องกวนใจนอกความสัมพันธ์มากกว่าปกติ คนเรารู้สึกรัก หลงใหล และใกล้ชิดกับคนรักน้อยลงในคืนนั้น ข่าวดีคือผลมีขนาดเล็กและผ่านไปได้

จิตวิทยา

ลูกตัดขาดพ่อแม่ เกี่ยวกับนิสัยไหม งานวิจัยพบพ่อแม่ที่ "กระตือรือร้น" สูง เสี่ยงถูกลูกตัดขาดมากกว่า

ในครอบครัวที่ความสัมพันธ์ตึงเครียดอยู่แล้ว พ่อแม่ที่เป็นคนเปิดเผยและกระตือรือร้นสูงมีโอกาสถูกลูกตัดขาดมากกว่า ส่วนลูกที่ใจเปิดกว้างมีโอกาสตัดขาดน้อยกว่า

แนวคิด

ความเศร้าที่ไม่มีใครตาย ทำไมเลิกกับแฟน เพื่อนหาย หรือพ่อแม่เปลี่ยนไป ถึงเจ็บเหมือนสูญเสีย

นักปรัชญาจากมหาวิทยาลัยออสโลเสนอว่า ความโศกคือ "ความรักที่ไม่มีที่ไป" และความตายเป็นแค่หนึ่งในหลายเหตุของมัน

ปรัชญา

ต้นไม้ไร้ประโยชน์ของจวงจื่อ นิทาน 2,300 ปีที่ถามคนทำงานยุคนี้ว่า ต้องมีประโยชน์ตลอดเวลาจริงหรือ

ช่างไม้เดินผ่านต้นไม้ยักษ์ไปโดยไม่เหลียวมอง เพราะเนื้อไม้ใช้ทำอะไรไม่ได้ และนั่นคือเหตุผลที่มันรอดมาจนแก่เฒ่า