TheTham
จิตวิทยา

ทำไมคนเราอยากลงโทษ งานวิจัยชนเผ่าในอินโดนีเซียกับคนอเมริกันพบ ใจเราอยากได้ทั้ง "ชดใช้" และ "เข็ดหลาบ"

ทั้งชาวเมนตาไวในป่าฝนอินโดนีเซียและชาวอเมริกันต้องการให้คนผิดคืนของที่เสียหาย แล้วจ่ายเพิ่มอีกนิดเพื่อไม่ให้ทำซ้ำ ความโกรธของเราคำนวณสองอย่างนี้พร้อมกัน

โดย กองบรรณาธิการ TheTham อ่าน 4 นาที
ภาพประกอบ: ตาชั่งที่ด้านหนึ่งมีหมูและอีกด้านมีเหรียญ วางอยู่ระหว่างบ้านไม้ในป่ากับบ้านไร่
ภาพประกอบโดย TheTham (สร้างด้วย AI)

สรุปสั้น

  • นักวิจัยถามชาวเมนตาไว ชุมชนปลูกพืชในป่าฝนอินโดนีเซีย 74 คน และชาวอเมริกัน 600 คน ว่าคนทำผิดควรถูกปรับเท่าไร
  • ทั้งสองกลุ่มอยากให้คนผิดคืนสิ่งที่ทำเสียหายก่อน แล้วจ่ายเพิ่มอีกส่วนเพื่อป้องกันการทำซ้ำ คนทำผิดซ้ำโดนหนักขึ้น คนทำพลาดโดยไม่ตั้งใจโดนเบาลง
  • ผลนี้ชี้ว่าความโกรธเชิงศีลธรรมไม่ได้มีไว้แก้แค้นอย่างเดียว แต่ช่วยคืนสมดุลระหว่างผู้เสียหายกับผู้กระทำ

เวลามีคนขโมยของหรือทำของเราเสียหาย ใจเราอยากให้เขาได้รับโทษ งานวิจัยใหม่ในวารสาร Psychological Science พบว่าความรู้สึกนี้คิดเลขสองอย่างพร้อมกัน คืออยากให้คนผิด ชดใช้สิ่งที่เสียไป และอยากให้เขา จ่ายเพิ่มอีกนิดเพื่อไม่ให้กล้าทำอีก และสองวัฒนธรรมที่ต่างกันสุดขั้วก็คิดแบบนี้เหมือนกัน

คำถามเก่าที่ยังเถียงกันไม่จบ

นักชีววิทยาวิวัฒนาการกับนักจิตวิทยาถกกันมานานว่าทำไมมนุษย์ถึงอยากลงโทษ คำอธิบายกระแสหลักบอกว่าการลงโทษมีไว้ ข่มขู่ ถ้าทำผิดแล้วต้องจ่ายแพง คนก็ไม่กล้าทำ สังคมก็ร่วมมือกันได้

แต่ในห้องทดลอง คนจำนวนมากกลับไม่ได้คิดแบบนั้น เรามักอยากให้คนผิดรับโทษ "สมน้ำสมเนื้อ" กับความเสียหาย แม้โทษนั้นจะไม่ได้ช่วยป้องกันอะไรในอนาคตเลยก็ตาม นักจิตวิทยาเรียกนิสัยนี้ว่าการลงโทษเพื่อสนองความยุติธรรม (retribution)

เลโอ ฟิตูชี (Léo Fitouchi) จาก Toulouse School of Economics และมันเวียร์ ซิงห์ (Manvir Singh) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส เสนอทฤษฎีที่รวมสองฝั่งเข้าด้วยกัน ตามทฤษฎีนี้ ผู้เสียหายเสียสองอย่าง อย่างแรกคือ ของที่เสียไปจริง อย่างที่สองคือ ชื่อเสียงว่าเป็นคนที่รังแกได้ง่าย ซึ่งชวนให้คนอื่นมาเอาเปรียบอีก โทษที่ "พอดี" จึงต้องชดใช้ทั้งสองอย่าง

ทดลองกับชาวเมนตาไวในป่าฝน

ทีมวิจัยเริ่มที่ชาวเมนตาไว (Mentawai) ชุมชนปลูกพืชในป่าฝนบนหมู่เกาะทางตะวันตกของสุมาตรา อินโดนีเซีย สังคมนี้ไม่มีอำนาจรัฐคอยตัดสินคดีมากนัก เวลามีเรื่องกัน ครอบครัวมักเจรจากันเอง และคนผิดจะจ่ายค่าปรับที่เรียกว่า ตูลู (tulou) เป็นหมู ไก่ หรือต้นผลไม้

ผู้ร่วมวิจัย 74 คนฟังสถานการณ์ความเสียหายต่อทรัพย์สิน 9 แบบ ครึ่งหนึ่งถูกถามว่าควรปรับเท่าไร อีกครึ่งถูกถามว่าเรื่องไหนน่าโกรธที่สุด สถานการณ์หนึ่งเล่าว่าขโมยหมูไปหนึ่งตัว แต่ระหว่างขโมยดันทำให้ลูกหมูของเจ้าของตายไปด้วย คนขโมยได้ประโยชน์เท่าเดิม แต่เจ้าของเสียหายมากขึ้นมาก

ผลออกมาชัด เรื่องที่กลุ่มหนึ่งบอกว่าน่าโกรธ อีกกลุ่มก็สั่งปรับหนักตาม และชาวเมนตาไวอยากให้ชดใช้ด้วย "ของชนิดเดียวกับที่เสียไป" ขโมยหมูก็ต้องคืนเป็นหมู ตัดมะพร้าวก็ต้องคืนเป็นมะพร้าว

ค่าปรับมีส่วนเกินเสมอ

ที่น่าสนใจกว่าคือ ค่าปรับแทบทุกครั้งมี ส่วนเพิ่ม นอกจากการคืนของ คนที่ทำผิดซ้ำถูกมองว่าน่าโกรธกว่าและโดนปรับหนักกว่า เพราะบอกว่าเหยื่อกำลังถูกเอาเปรียบซ้ำ ส่วนคนที่ทำพลาดโดยไม่ตั้งใจถูกปรับเบากว่า เพราะไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะมาเอาเปรียบอีก

คนอเมริกันก็คิดคล้ายกัน

เพื่อดูว่าผลนี้เกิดในสังคมอุตสาหกรรมด้วยไหม ทีมวิจัยปรับเรื่องเล่าให้เป็นข้อพิพาทระหว่างเกษตรกรสองคนในชนบทอเมริกา เช่น วัวราคา 1,500 ดอลลาร์ หมูราคา 500 ดอลลาร์ แล้วถามชาวอเมริกัน 600 คน

ผลแทบซ้อนทับกับชาวเมนตาไว ความโกรธทำนายขนาดค่าปรับ ความเสียหายส่วนเกินทำให้ปรับหนักขึ้น และส่วนใหญ่ต้องการค่าปรับมากกว่าราคาของที่เสียไป ความต่างที่เห็นชัดคือกรณีทำพลาดโดยไม่ตั้งใจ ชาวอเมริกันเกือบครึ่งบอกว่าแค่คืนของให้ครบก็พอ ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

ข้อจำกัดที่ควรรู้

  • ศึกษาเฉพาะเรื่องระหว่างบุคคล เช่น ขโมยหรือทำของเสียหาย ไม่ได้ดูความผิดที่กระทบทั้งชุมชน ซึ่งหลายสังคมจัดการต่างกัน
  • สถานการณ์ในการทดลองตั้งให้ผู้เสียหายกับผู้กระทำมีฐานะเท่ากัน ในชีวิตจริงอำนาจและสถานะมีผลต่อการตัดสินมาก
  • กลุ่มชาวเมนตาไวมีขนาดเล็กเพราะข้อจำกัดในการเก็บข้อมูลภาคสนาม และศึกษาแค่สองสังคม ยังสรุปไม่ได้ว่าเป็นสากลทั้งโลก

มองจากสังคมไทย

คนไทยคุ้นกับแนวคิดคล้าย ตูลู ดี ในชนบทหลายแห่ง เรื่องวัวควายกินข้าวในนาหรือรถชนรั้วบ้านมักจบด้วยการ "ไกล่เกลี่ย" ให้ฝ่ายผิดจ่ายค่าเสียหายบวกค่าทำขวัญ ค่าทำขวัญนี้ฟังดูคล้ายส่วนเพิ่มที่งานวิจัยพบ คือไม่ได้แค่คืนของ แต่ยังคืนศักดิ์ศรีและบอกว่า "อย่าทำอีก" ข้อสังเกตนี้เป็นการเทียบของ TheTham เอง งานวิจัยไม่ได้ศึกษาคนไทย

อีกด้านหนึ่ง งานนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมดราม่าออนไลน์ถึงจบยาก เพราะการขอโทษอย่างเดียวคือการชดใช้ครึ่งเดียว หลายคนยังรู้สึกว่าขาด "ส่วนที่ทำให้เข็ด" อยู่ ซึ่งเชื่อมกับเรื่อง ความสะใจเบื้องหลังการล่าแม่มดออนไลน์ ที่เราเคยเล่าไว้

ที่มา

  1. PsyPost: Why humans punish: A study of two distinct societies reveals a shared sense of justice (6 พ.ย. 2026)
  2. Fitouchi, L. & Singh, M. Retributive Sentiments Track Both Deterrent and Compensatory Concerns in a Small-Scale Society and a WEIRD Sample. Psychological Science
  • จิตวิทยาสังคม
  • ศีลธรรม
  • ความยุติธรรม
  • วัฒนธรรม

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

จิตวิทยา

ทัวร์ลงเพราะอะไร งานวิจัยเกาหลีพบ "ความสะใจ" กับ "อยากดูเป็นคนดี" อยู่เบื้องหลังการล่าแม่มดออนไลน์

ยิ่งรู้สึกสะใจเวลาเห็นคนผิดถูกประจาน ยิ่งเชื่อว่าการรุมประณามในโซเชียลช่วยสร้างความยุติธรรม

จิตวิทยา

ก้มคำนับแล้วดูดีขึ้น? งานวิจัยญี่ปุ่นชี้ เป็นเรื่องของวัฒนธรรม ไม่ใช่ภาษากายสากล

คนญี่ปุ่นให้คะแนนหน้าตาคนที่ก้มคำนับสูงขึ้นชัดเจน แต่คนอเมริกันแทบไม่รู้สึกอะไร แล้วคนไทยที่โตมากับการไหว้ล่ะ

จิตวิทยา

แทงบอลถี่ ยิ่งมั่นใจเกินจริง งานวิจัยอธิบาย "วงจรอันตราย" ของการพนันกีฬาในแอป และทำไมคนโทษตัวเองถึงไม่ขอความช่วยเหลือ

การเดิมพันถี่ ๆ ในแอปปลุกความอยากเอาชนะ แล้วความอยากชนะทำให้มั่นใจในฝีมือทายผลเกินจริง เมื่อเสียหนัก คนที่โทษดวงกลับยอมขอความช่วยเหลือมากกว่าคนที่โทษตัวเอง

จิตวิทยา

วันไหนงานหนัก วันนั้นรักจางลง งานวิจัยติดตามคู่รัก 100 คู่ 14 วัน พบความเครียดนอกบ้านซึมเข้าความรัก

วันที่เจอเรื่องกวนใจนอกความสัมพันธ์มากกว่าปกติ คนเรารู้สึกรัก หลงใหล และใกล้ชิดกับคนรักน้อยลงในคืนนั้น ข่าวดีคือผลมีขนาดเล็กและผ่านไปได้

ล่าสุด

แนวคิด

"นี่ไม่ใช่แค่คอร์ส แต่คือการเดินทาง" ทำไม AI ชอบเขียนแบบนี้ งานวิจัยชี้เป็นวาทศิลป์อายุ 2,000 ปี

ประโยคปฏิเสธแล้วยกระดับที่เจอบ่อยในข้อความจาก AI มีชื่อเรียกมาตั้งแต่ยุคซิเซโร งานวิจัยใหม่พบว่าโมเดลใช้มากเกินในสุนทรพจน์ แต่ใช้น้อยเกินในการตอบคำถามแบบสบาย ๆ

จิตวิทยา

ลูกตัดขาดพ่อแม่ เกี่ยวกับนิสัยไหม งานวิจัยพบพ่อแม่ที่ "กระตือรือร้น" สูง เสี่ยงถูกลูกตัดขาดมากกว่า

ในครอบครัวที่ความสัมพันธ์ตึงเครียดอยู่แล้ว พ่อแม่ที่เป็นคนเปิดเผยและกระตือรือร้นสูงมีโอกาสถูกลูกตัดขาดมากกว่า ส่วนลูกที่ใจเปิดกว้างมีโอกาสตัดขาดน้อยกว่า

จิตวิทยา

แผ่เมตตาออนไลน์ 4 สัปดาห์ ไม่ช่วยลดปวดมากกว่าฝึกคลายกล้ามเนื้อ งานทดลองจาก Georgetown พบผลที่ไม่คาด

ทีมวิจัยหวังว่าเมตตาภาวนาจะทำให้คนรู้สึกมีเพื่อนมากขึ้นและทนความเจ็บปวดได้นานขึ้น แต่กลุ่มที่ฝึกคลายกล้ามเนื้อกลับรู้สึกว่ามีคนพึ่งพาได้มากกว่า

แนวคิด

ความเศร้าที่ไม่มีใครตาย ทำไมเลิกกับแฟน เพื่อนหาย หรือพ่อแม่เปลี่ยนไป ถึงเจ็บเหมือนสูญเสีย

นักปรัชญาจากมหาวิทยาลัยออสโลเสนอว่า ความโศกคือ "ความรักที่ไม่มีที่ไป" และความตายเป็นแค่หนึ่งในหลายเหตุของมัน

ปรัชญา

ต้นไม้ไร้ประโยชน์ของจวงจื่อ นิทาน 2,300 ปีที่ถามคนทำงานยุคนี้ว่า ต้องมีประโยชน์ตลอดเวลาจริงหรือ

ช่างไม้เดินผ่านต้นไม้ยักษ์ไปโดยไม่เหลียวมอง เพราะเนื้อไม้ใช้ทำอะไรไม่ได้ และนั่นคือเหตุผลที่มันรอดมาจนแก่เฒ่า