"แอนไซตี้" ที่พูดกันทุกวัน กับโรควิตกกังวลจริง ต่างกันตรงไหน และเมื่อไหร่ควรไปหาผู้เชี่ยวชาญ
ความกังวลก่อนพรีเซนต์งานเป็นเรื่องปกติและมีประโยชน์ แต่ถ้ามันไม่หายไปหลังเรื่องจบ กินเวลาเป็นเดือน และเริ่มบีบชีวิตให้แคบลง นั่นอาจเป็นโรคที่รักษาได้ผลดี
สรุปสั้น
- อินเดีย สเตอร์จิส นักข่าวที่เคยป่วยเป็นโรควิตกกังวลทั่วไปและเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เขียนใน Psyche ว่าการใช้คำว่าแอนไซตี้พร่ำเพรื่อ ทำให้คนมองข้ามอาการที่หนักจริง
- นักจิตวิทยาที่เธอสัมภาษณ์ชี้ว่า สิ่งที่แยกโรคออกจากความกังวลปกติคือความรุนแรง ความนาน และผลต่อการใช้ชีวิต โดยเฉพาะเมื่ออาการไม่หายแม้เรื่องที่กังวลผ่านไปแล้ว
- โรควิตกกังวลพบบ่อยแต่รักษาได้ผลดี ทั่วโลกมีผู้ป่วยเพียงราวหนึ่งในสี่ที่ได้รับการรักษา และการฟื้นตัวใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี ไม่ใช่ไม่กี่วัน
ทุกวันนี้คำว่า "แอนไซตี้" "เทราม่า" หรือ "โอซีดี" ถูกใช้ในบทสนทนาทั่วไปจนชิน ทำแก้วหกต่อหน้าคนอื่นก็บอกว่า "เทราม่า" ได้ยินเสียงดังก็บอกว่า "แอนไซตี้ขึ้น" อินเดีย สเตอร์จิส (India Sturgis) นักข่าวชาวอังกฤษ เขียนใน Psyche ว่าการใช้คำแบบนี้ทำให้เราประเมินความหนักของโรควิตกกังวลจริงต่ำเกินไป และเสนอวิธีแยกความกังวลปกติออกจากอาการที่ควรได้รับการรักษา
เธอพูดจากประสบการณ์ตรง ในปี 2019 เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรควิตกกังวลทั่วไป (GAD) โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) และนอนไม่หลับเรื้อรัง จนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลจิตเวช
ความกังวลเป็นเรื่องดี จนถึงจุดหนึ่ง
สเตอร์จิสไม่ได้บอกว่าความกังวลเป็นศัตรู มันช่วยให้ตัดสินใจเร็ว ประเมินความเสี่ยง และทำผลงานได้ดีในเวลาสำคัญ เธอยกคำของไทเกอร์ วูดส์ นักกอล์ฟ ที่บอกว่า วันที่เขาไม่ตื่นเต้นก่อนลงแข่งคือวันที่เขาจะเลิกเล่น
ปัญหาคือการเอาความกังวลชั่วคราวไปเรียกด้วยภาษาของโรค ซึ่งไม่ช่วยใคร โดยเฉพาะคนที่ป่วยจริง
เส้นแบ่งอยู่ตรงไหน
เอเลนา ตูโรนี (Elena Touroni) นักจิตวิทยาที่ปรึกษา อธิบายว่าเรามักสับสนเพราะคำว่าวิตกกังวลครอบคลุมตั้งแต่ใจเต้นก่อนพรีเซนต์ ไปจนถึงความกังวลที่กำหนดทุกการตัดสินใจ ทำให้โลกแคบลง และกระทบการนอน ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิต
เธอบอกว่า สิ่งที่แยกโรคออกมาไม่ใช่การมีความคิดกังวลหรือใจหวิว แต่คือสิ่งที่เกิดกับมันเมื่อเวลาผ่านไป
- อาการ รุนแรงและต่อเนื่องกว่า
- อาการ ไม่หายไปเมื่อสิ่งที่กังวลผ่านไปแล้ว ระบบประสาทค้างอยู่ในโหมดตื่นตัว หรือเริ่มทำงานเองโดยไม่มีตัวกระตุ้นชัดเจน
- ถ้าเป็นแบบนี้ นานหกเดือนขึ้นไป ผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาจริงจังว่าอาจเป็นโรควิตกกังวล
- แพทย์ดูทั้งระยะเวลา ความรุนแรง และ ผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
ตูโรนียังพบบ่อยว่าคนแบกความกังวลระดับสูงมาหลายปีโดยไม่รู้ตัว เพราะปรับตัวจนมันกลายเป็น "ค่าปกติ" ของตัวเอง
ตัวเลขที่ควรรู้
ตามที่บทความอ้าง โรควิตกกังวลเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อยที่สุด คนราวหนึ่งในสามจะเป็นในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ข้อมูลจาก NHS อังกฤษชี้ว่าผู้ใหญ่ราว 7.5% กำลังเป็นโรควิตกกังวลทั่วไป แต่ทั่วโลกมีผู้ป่วยเพียงราวหนึ่งในสี่ที่ได้รับการรักษา ทั้งที่ตูโรนีบอกว่า โรควิตกกังวลเป็นภาวะที่รักษาได้ผลดีที่สุดกลุ่มหนึ่ง
ประสบการณ์ของผู้เขียน
สเตอร์จิสเล่าว่าเธอทนกับอาการนอนไม่หลับและความกังวลแบบเป็น ๆ หาย ๆ นานถึงเจ็ดปีก่อนจะขอความช่วยเหลือจริงจัง ตอนนั้นเธอนอนได้คืนละราวสามชั่วโมงหลายคืนต่อสัปดาห์ เริ่มมีอาการแพนิกตอนกลางคืน ป่วยบ่อยเพราะภูมิคุ้มกันอ่อน และกังวลกับความกังวลของตัวเองจนไม่อยากออกจากบ้าน
สิ่งที่ช่วยเธอคือการได้ออกจากสภาพแวดล้อมเดิมช่วงสั้น ๆ ยาตามที่แพทย์สั่ง การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) และการเรียนรู้ว่าความวิตกกังวลแบบป่วยทำงานอย่างไรในร่างกายและจิตใจ ปัจจุบันเธอดูแลตัวเองด้วยการให้ความสำคัญกับการนอน จัดสมดุลงานกับชีวิต กินดี ปฏิเสธเป็น และใจดีกับตัวเอง
หายขาดไหม
นิก เกรย์ (Nick Grey) นักจิตวิทยา ตอบตรง ๆ ว่า ถ้าเป้าหมายคือไม่ต้องรู้สึกกังวลอีกเลย นั่นเป็นไปไม่ได้ เพราะความกังวลเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ แต่ถ้าเป้าหมายคือหลุดจากปัญหาความกังวลเรื้อรังที่ติดอยู่ "ทำได้แน่นอน"
เขาเตือนด้วยว่าการฟื้นตัวใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี ไม่ใช่ไม่กี่วัน และขึ้น ๆ ลง ๆ เหมือนรถไฟเหาะ "มีความหวังเสมอ แม้คุณจะมีปัญหาความกังวลมาหลายสิบปีแล้วก็ตาม"
ข้อควรรู้
บทความนี้เป็นความเรียงจากประสบการณ์ของผู้เขียนและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่เกณฑ์วินิจฉัย การรักษาที่ได้ผลกับผู้เขียน รวมถึงยาที่เธอใช้ อาจไม่เหมาะกับคนอื่น การวินิจฉัยและการใช้ยาต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น
สำหรับผู้อ่านในไทย
ถ้าคุณสังเกตว่าความกังวลอยู่กับคุณนานเป็นเดือน ไม่หายแม้เรื่องจบแล้ว ทำให้นอนไม่หลับ หรือทำให้เลี่ยงการออกไปใช้ชีวิต ลองปรึกษาแพทย์ทั่วไป จิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยาคลินิก โรงพยาบาลรัฐหลายแห่งมีคลินิกจิตเวช และส่วนใหญ่ใช้สิทธิการรักษาของคุณได้ (สอบถามโรงพยาบาลตามสิทธิ)
ถ้ารู้สึกไม่ไหว หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง
บทความนี้สรุปงานวิจัยเพื่อความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ถ้ามีอาการหรือความกังวลเรื่องสุขภาพ ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ หากรู้สึกไม่ไหว โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ที่มา
- Psyche: India Sturgis, Everyone says they have anxiety. Clinical anxiety is different (26 ต.ค. 2026)
- กรมสุขภาพจิต สายด่วนสุขภาพจิต 1323