ใครตัดสินว่าคำถามไหน "ใหญ่" นักดาราศาสตร์ชวนเลิกมองฝุ่นอวกาศเป็นตัวกวน แล้วถามใหม่ว่าเราศึกษาไปทำไม
ในวงการฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ฝุ่นและก๊าซระหว่างดาวถูกเรียกว่า "ตัวกวน" ที่ต้องลบทิ้งเพื่อไปถึงคำถามใหญ่อย่างพลังงานมืด ดีแลน โจว เขียนใน Aeon ว่าลำดับความสำคัญนี้เป็นผลของประวัติศาสตร์และเงินทุน ไม่ใช่ความจริงตายตัว
สรุปสั้น
- ดีแลน โจว (Dylan Jow) นักดาราศาสตร์วิทยุที่สแตนฟอร์ด เขียนใน Aeon ว่าวงการเรียกสิ่งที่ขวางทางคำถามหลักว่า "ตัวกวน" (nuisance) เช่น ฝุ่นที่บังสัญญาณจากบิ๊กแบง แต่ตัวกวนของคนหนึ่งคือขุมทรัพย์ของอีกคน
- เขาเสนอว่าการยก "ฟิสิกส์พื้นฐาน" ไว้บนยอดพีระมิดเป็นผลของประวัติศาสตร์ ตั้งแต่เงินทุนยุคสงครามเย็นจนถึงการยกเลิกเครื่องเร่งอนุภาคยักษ์ในเท็กซัสปี 1993 ไม่ใช่ความจริงตายตัว
- นักวิจัยถูกบีบให้เล่น "เกมวาทศิลป์" ผูกงานตัวเองเข้ากับคำถามใหญ่เพื่อให้ได้ทุนและได้ตีพิมพ์ แม้ใจจริงจะหลงใหลเรื่องเล็กอย่างฝุ่นหรือก๊าซก็ตาม
ถ้าถามนักจักรวาลวิทยาส่วนใหญ่ว่าฝุ่นในอวกาศคืออะไร หลายคนจะตอบว่า "ตัวกวน" ทั้งที่ฝุ่นเป็นวัตถุดิบของดาวและดาวเคราะห์ และอาจเป็นพื้นผิวที่โมเลกุลอินทรีย์ซับซ้อนชุดแรกก่อตัวขึ้น ดีแลน โจว (Dylan Jow) นักดาราศาสตร์วิทยุจากสถาบันคาฟลีแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เขียนความเรียงใน Aeon ว่า การแบ่งว่าอะไรคือ "สัญญาณ" อะไรคือ "ตัวกวน" และคำถามไหนคือ "คำถามใหญ่" เป็นทางเลือกของมนุษย์ที่มีประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงของธรรมชาติ
ตัวกวนของคนหนึ่ง ขุมทรัพย์ของอีกคน
ในวงการฟิสิกส์ดาราศาสตร์ "ตัวกวน" (nuisance) เป็นคำกึ่งศัพท์เทคนิค หมายถึงอะไรก็ตามที่ขวางสิ่งที่เราอยากศึกษาจริง ๆ ฝุ่นปล่อยแสงโพลาไรซ์ที่เลียนแบบสัญญาณจางมากจากรังสีพื้นหลังของบิ๊กแบงได้ นักจักรวาลวิทยาจึงศึกษาฝุ่นเพื่อ "ลบทิ้ง" ไม่ใช่เพื่อเข้าใจบทบาทของมัน
โจวยกตัวอย่างอื่นอีก นักดาราศาสตร์ที่ใช้เลนส์ความโน้มถ่วงอย่างอ่อนเพื่อทำแผนที่สสารมืด มองสสารธรรมดาเป็นตัวกวน นักดาราศาสตร์ที่ใช้พัลซาร์เป็นนาฬิกาจับคลื่นความโน้มถ่วง มองก๊าซระหว่างดาวที่ทำให้แสงกระเจิงเป็นตัวกวน แต่สำหรับคนที่ศึกษาก๊าซระหว่างดาว พัลซาร์กลับเป็นเหมือนลำแสงเลเซอร์ที่ส่องให้เห็นลวดลายของควันในห้องมืด
ใครเป็นคนเลือกคำถามใหญ่
ดาราศาสตร์ยุคนี้ไม่ใช่ยุคกาลิเลโอที่ส่องกล้องที่ทำเองไปตามใจ กล้องโทรทรรศน์ใช้คนนับร้อยสร้าง และนักวิจัยต้องแย่งเวลาใช้งานกันอย่างดุเดือด วงการจึงต้องมีลำดับความสำคัญร่วม บางคำถามถูกยกเป็น "คำถามใหญ่" ที่คำถามอื่นต้องรับใช้
โจวชี้ว่าดูได้จากเป้าหมายวิทยาศาสตร์ของโครงการระดับหลายพันล้านดอลลาร์ เช่น หอดูดาว Square Kilometre Array หรือกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ที่วางเอกภพยุคแรก คลื่นความโน้มถ่วง และพลังงานมืดไว้ก่อนดาวฤกษ์ ฝุ่น และต้นกำเนิดของชีวิต เส้นแบ่งระหว่างเรื่องใหญ่กับเรื่องเล็กมักตรงกับเส้นแบ่งระหว่าง "ฟิสิกส์พื้นฐาน" ที่สะอาด กับ "ฟิสิกส์ดาราศาสตร์" ที่ยุ่งเหยิง
ลำดับชั้นที่เกิดจากประวัติศาสตร์
เขาเล่าว่าตอนเข้าบัณฑิตศึกษา เขาอยากเรียนฟิสิกส์อนุภาคทฤษฎี และมองฟิสิกส์ดาราศาสตร์เป็นแค่ "รางวัลปลอบใจ" ก่อนจะค่อย ๆ เห็นว่าลำดับชั้นนี้เป็นผลของเหตุการณ์ ไม่ใช่ธรรมชาติของความรู้
- ครึ่งหลังศตวรรษที่ 20 ดาราศาสตร์ซึ่งเคยเป็นศาสตร์ของการทำแผนที่และจัดทำบัญชีรายการ ค่อย ๆ กลายเป็นสาขาย่อยของฟิสิกส์ คำว่า "ดาราศาสตร์" ถูกแทนด้วยคำที่ฟังดูมีศักดิ์ศรีกว่าอย่าง "ฟิสิกส์ดาราศาสตร์"
- สงครามเย็นทำให้เงินทุนและชื่อเสียงของฟิสิกส์พุ่งสูง พอสงครามเย็นจบ เงินก็หยุดไหล ปี 1993 สภาคองเกรสสหรัฐฯ ยกเลิกเครื่องเร่งอนุภาค Superconducting Super Collider ในเท็กซัส หลังใช้เงินไปแล้วหลายพันล้าน
- นักฟิสิกส์อนุภาครุ่นหนึ่งจึงหันมามองท้องฟ้าเป็น "เครื่องเร่งอนุภาคฟรี" ที่มีซูเปอร์โนวาและหลุมดำชนกัน ความยุ่งเหยิงของดาราศาสตร์มีค่าเพียงเท่าที่ต้องเข้าใจเพื่อจะมองข้ามมันได้
เกมวาทศิลป์
โจววิจารณ์ว่าระบบข้อมูลขนาดใหญ่ในปัจจุบันถูกออกแบบมาตั้งแต่ต้นให้ "เฉลี่ยทิ้ง" ปรากฏการณ์ที่ซับซ้อน ให้เหลือแค่ค่าคงที่พื้นฐาน และการหันไปพึ่ง AI ยิ่งตอกย้ำ เพราะโมเดลต้องฝึกด้วยข้อมูลจำลองที่ใช้สมมติฐานแบบง่ายของฟิสิกส์ที่เรายังไม่เข้าใจ AI จึงรับสมมติฐานที่ยังไม่ผ่านการทดสอบเหล่านั้นมาด้วย
ผลคือภาพลวงว่าทั้งวงการเห็นตรงกันว่าอะไรสำคัญ เขายกเรื่อง "ความตึงของฮับเบิล" (Hubble tension) ที่การวัดอัตราการขยายตัวของเอกภพด้วยวิธีต่างกันได้ค่าไม่ตรงกัน บทความยอดนิยมเรียกว่าวิกฤตของฟิสิกส์ แต่ในห้องสัมมนา นักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่ตอบด้วยการยักไหล่
เพราะในชีวิตจริง นักวิจัยหลายคนหลงใหลเรื่องเฉพาะของตัวเองโดยไม่ต้องมีเหตุผลอื่น แต่เวลาสมัครงานหรือขอทุน คำแนะนำคือ "ผูกงานของคุณเข้ากับคำถามใหญ่ เสมอ เสมอ เสมอ" วารสารชั้นนำก็ต้องการแบบนั้น โจวยอมรับว่าเขาเองเคยเขียนบทความที่อ้างว่าเป็นก้าวหนึ่งสู่การไขความตึงของฮับเบิล ซึ่งจริงในทางเทคนิค แต่ไม่ใช่เหตุผลที่เขาทำงานนั้น
ถามใหม่ว่าศึกษาไปทำไม
โจวไม่ได้บอกว่าการมีลำดับความสำคัญร่วมเป็นเรื่องผิด มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เขาถามว่า ทำไมเกมการให้เหตุผลต้องจบที่คำถามฟิสิกส์พื้นฐาน ทำไมการตามหาพลังงานมืดถึงชอบธรรมกว่าวงจรชีวิตของฝุ่นระหว่างดาว เขาชวนผู้อ่านเลือกว่า ถ้าพรุ่งนี้ไขธรรมชาติของพลังงานมืดได้ หรือค้นพบสิ่งมีชีวิตนอกโลกได้ จะเลือกอะไร และเดาว่านักดาราศาสตร์หลายคนจะเลือกอย่างหลัง
ข้อเสนอของเขาคือ ถ้าดาราศาสตร์ต้องมีคำถามใหญ่ ก็ขอให้เป็นคำถามที่ทำให้คนแหงนมองฟ้ามาตลอด คือ เรามาจากไหน และที่ทางของเราในจักรวาลอยู่ตรงไหน
ข้อควรรู้
นี่คือความเรียงจากประสบการณ์และมุมมองของนักดาราศาสตร์คนหนึ่ง ไม่ใช่งานวิจัยเชิงสำรวจวงการ ข้ออ้างว่านักดาราศาสตร์ "ส่วนใหญ่" รู้สึกแบบไหนมาจากการสังเกตของผู้เขียนเอง และเขาไม่ได้เสนอให้เลิกศึกษาฟิสิกส์พื้นฐาน แต่ให้เลิกถือว่ามันอยู่สูงกว่าเรื่องอื่นโดยอัตโนมัติ
มองจากคนไทย
ข้อสังเกตของ TheTham: เรื่องนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในวงการดาราศาสตร์ คนทำงานไทยหลายคนคุ้นกับการเขียนขอทุนหรือเสนองานให้ "ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์" ทั้งที่สิ่งที่ทำให้อยากตื่นมาทำงานจริง ๆ อาจเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครถาม ความเรียงนี้ชวนแยกให้ออกว่าอะไรคือเหตุผลที่เราใช้อธิบายคนอื่น และอะไรคือเหตุผลที่เราใช้กับตัวเอง
ความคิดว่าสิ่งที่ถูกมองว่า "ไร้ประโยชน์" อาจมีค่าในตัวมันเอง มีเค้าให้เห็นตั้งแต่ ต้นไม้ไร้ประโยชน์ของจวงจื่อ