ชอบหลายอย่าง ไม่เก่งสุดสักอย่าง ผิดตรงไหน ความเรียงใน Aeon ชวนกู้ศักดิ์ศรี "คนรักเล่น" ในยุคที่ทุกคนต้องเลือกสายเดียว
คำว่า dilettante เดิมแปลว่าคนที่ทำสิ่งต่าง ๆ เพราะความรื่นรมย์ ก่อนจะกลายเป็นคำดูถูก นักเขียนใน Aeon เสนอว่ามันคือวิถีชีวิตแบบอุดมสมบูรณ์ ไม่ใช่ความบกพร่อง
สรุปสั้น
- เจย์ มิลเลอร์ เขียนใน Aeon ว่า dilettante หรือคนที่สนใจหลายเรื่องแบบมือสมัครเล่น ถูกมองแง่ลบอย่างไม่ยุติธรรม เพราะเดิมคำนี้หมายถึงคนที่ทำสิ่งต่าง ๆ เพราะความรื่นรมย์
- เขาแยก dilettante ออกจากคนทำแบบผิวเผิน คนแบบนี้ลงลึกได้จริง เพียงแต่ไม่ผูกตัวตนไว้กับเรื่องเดียว และพร้อมย้ายไปเรื่องถัดไป
- ข้อดีคือเป็นสะพานระหว่างผู้เชี่ยวชาญกับคนทั่วไป และให้อิสระจากแรงกดดัน "ต้องหาตัวเองให้เจอแล้วยึดไว้" แต่ก็แลกด้วยการไม่ค่อยได้รับการยอมรับ
เลือกสักอย่างแล้วทำให้สุด คือคำแนะนำที่เราได้ยินตั้งแต่สุนทรพจน์วันรับปริญญาไปจนถึงหนังสือพัฒนาตัวเอง แต่ เจย์ มิลเลอร์ (Jay Miller) เขียนความเรียงใน Aeon เพื่อปกป้อง dilettante คนที่สนใจหลายเรื่องแบบมือสมัครเล่น ซึ่งพจนานุกรมภาษาอังกฤษแทบทุกเล่มนิยามว่า "ผิวเผิน" เขาเสนอว่าการเคลื่อนจากความสนใจหนึ่งไปอีกความสนใจหนึ่ง ไม่ใช่ความขี้ขลาด แต่เป็นวิถีชีวิตที่มีเหตุผลรองรับ และเป็นสิ่งที่โลกที่เฉพาะทางเกินไปต้องการ
คำที่ถูกตีตรา
คำว่า dilettante มาจากภาษาอิตาลียุคบาโรก หมายถึงคนที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยเฉพาะงานศิลปะ เพื่อความ รื่นรมย์ (delight) เป็นคำกลาง ๆ ที่ใช้แยกผู้ชื่นชอบจากมืออาชีพ ความหมายเชิงดูถูกมาทีหลัง มิลเลอร์เรียกว่า "แบบจำลองความบกพร่อง" ที่มองมือสมัครเล่นว่าขาดทักษะ ขาดความจริงจัง ขาดความเชี่ยวชาญ เช่นที่อาดอร์โน (Theodor Adorno) เขียนไว้ในปี 1929 ว่า dilettante คือคน "ที่ตั้งมาตรฐานอะไรไม่ได้"
ไม่ใช่คนลองแบบผิวเผิน
มิลเลอร์แยก dilettante ออกจากคำใกล้เคียง
- คนลองเล่นแบบผิวเผิน (dabbler) แตะแค่ผิว แต่ dilettante ลงลึกได้จริง
- นักเดินเล่นในเมือง (flâneur) ของโบดแลร์ ดูทุกอย่างแต่ไม่ลงมือ ส่วน dilettante ลงมือทำ
- ใกล้ที่สุดคือภาพ "คนแบบเรอเนสซองส์" ที่ทำหลายอย่างเพราะความรื่นรมย์ ไม่ใช่เพราะหน้าที่หรือใบรับรอง
ความต่างสำคัญคือ dilettante ลงลึกในความสนใจได้ แต่ ไม่ยอมให้ตัวตนแข็งตัวอยู่รอบเรื่องใดเรื่องหนึ่ง วาดภาพ ทำสวน เชื่อมโลหะ เลี้ยงผึ้ง เรียนภาษา เต้นรำ อบขนมปัง ทั้งหมดเป็นจุดหมายให้ไปเยือน โดยไม่ต้องขอสัญชาติถาวรที่ใดที่หนึ่ง
เกอเธ่กับชิลเลอร์เคยถกเรื่องนี้
ในปี 1799 เกอเธ่ (Goethe) และชิลเลอร์ (Schiller) เขียนความเรียงที่ไม่เสร็จเรื่อง "ว่าด้วยความเป็นมือสมัครเล่น" ทั้งชมและติ ด้านลบคือ dilettante ชอบ "กระโดดข้ามขั้น" รีบประกาศชัยชนะก่อนฝึกจริง ข้อนี้มิลเลอร์ยอมรับว่ามีส่วนจริง เขายกตัวอย่างนักบำบัดที่หงุดหงิดกับ "การบำบัด" ปลอม ๆ บนยูทูบและติ๊กต็อก และบ้านที่ออกแบบโดยสถาปนิกมือสมัครเล่นก็ไม่มีใครอยากอยู่
แต่เกอเธ่กับชิลเลอร์ก็ยอมรับข้อดีว่า dilettante "ขยายรสนิยมทางศิลปะไปถึงที่ที่ศิลปินเอื้อมไม่ถึง" มิลเลอร์ขยายความว่า dilettante คือสะพานระหว่างผู้เชี่ยวชาญกับคนทั่วไป เขาเล่าถึงกลุ่มปั่นจักรยานในเมืองแอชวิลล์ที่มีกติกา "ไม่ทิ้งใคร" รอทุกคนตามทัน ต่างจากวัฒนธรรมจักรยานที่แข่งกันเป็นสาวกตัวจริง "ถ้าคุณรักจักรยานจริง คุณก็อยากให้มีคนปั่นมากขึ้น"
ลูกผสมของเคียร์เคอการ์ดกับนีทเชอ
มิลเลอร์วาดภาพ dilettante เป็นลูกผสมของสองตัวละครทางปรัชญา จาก เคียร์เคอการ์ด (Kierkegaard) ได้ "การหมุนเวียนพืชผล" คือการเปลี่ยนสิ่งที่ปลูกไปเรื่อย ๆ เพื่อหนีความเบื่อ จาก นีทเชอ (Nietzsche) ได้ "จิตวิญญาณเสรี" ที่ไม่ยึดขนบและเคลื่อนไหวไม่หยุด
แต่ต่างจากทั้งสองตรงที่ dilettante ไม่ได้หมุนเวียนเพราะสิ้นหวัง และไม่ได้กำลังพักฟื้นจากความป่วยไข้ทางใจ เขาเลือกวิถีนี้อย่างเต็มใจ และวิ่งเข้าหาความมีชีวิตชีวา
ราคาที่ต้องจ่าย
มิลเลอร์ไม่ได้บอกว่าทางนี้ง่าย มันคือชีวิตที่ค้นหาไม่จบ ความสำเร็จมักไม่มีใครปรบมือ เขายกตัวอย่างซูซาน ซอนแท็ก (Susan Sontag) ที่ได้ทั้งคำชมว่าคิดนอกกรอบ และคำวิจารณ์ว่าขาดความลึก dilettante ยังมักเป็นนักท่องเที่ยวในทุกกลุ่มที่เข้าไป ไม่ใช่สมาชิกเต็มตัว
เขาจึงสรุปว่าทางนี้ไม่เหมาะกับทุกคน ใครที่เจอสิ่งเดียวที่ใช่ก็ขอให้มุ่งต่อไป แต่สำหรับคนที่อยากลิ้มรสความหลากหลายของโลก การเป็น dilettante อาจยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริง เพราะไม่ใช่ทุกไร่ที่ต้องปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อผลผลิตสูงสุด
ข้อควรรู้
นี่เป็นความเรียงเชิงปรัชญาที่ชวนเปลี่ยนมุมมอง ไม่ใช่งานวิจัย และผู้เขียนพูดถึงงานอดิเรกและความหมายของชีวิตเป็นหลัก ไม่ได้เถียงว่าสังคมไม่ต้องการผู้เชี่ยวชาญ
มองจากคนไทย
คนไทยมีคำว่า "รู้อย่างเป็ด" ที่ใช้แซวคนทำได้หลายอย่างแต่ไม่สุดสักทาง ความเรียงนี้ชวนมองอีกด้าน ว่าเป็ดที่ทั้งเดิน ว่าย และบินได้นิดหน่อย อาจมีชีวิตที่สนุกกว่าก็ได้ ถ้าเป้าหมายไม่ใช่การแข่ง ในยุคที่งานอดิเรกถูกกดดันให้กลายเป็น "รายได้เสริม" หรือ "คอนเทนต์" การทำอะไรสักอย่างเพียงเพราะรื่นรมย์ อาจเป็นการขัดขืนเล็ก ๆ ที่มีค่า
เรื่องนี้ไปด้วยกันได้ดีกับ คุณค่าเชิงสำรวจของการเลิก และ ต้นไม้ไร้ประโยชน์ของจวงจื่อ
ที่มา
- Aeon: Jay Miller, In praise of the dilettante (30 ต.ค. 2026)
- Goethe, J. W. von & Schiller, F. Über den Dilettantismus (1799) ตามที่บทความอ้างถึง